2. ทุกหน้า

EXCLUSIVE INTERVIEW : “ริท” ออกเดินทาง บรรจุฝันบนเส้นขนาน

นับเป็นเวลา 5 ปีที่หนุ่ม “ริท เดอะสตาร์” ได้เดินทางทำตามความฝันของทั้งตัวเขาและครอบครัว ในการเป็น “หมอ” ซึ่งเส้นทางนี้ที่เขาเลือก ทำให้ต้องละทิ้งความสุขอีกอย่างหนึ่งในชีวิตของการทำงานเป็น “ศิลปิน” ไปช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่สูญเปล่าสำหรับความพยายามของเขา เพราะวันนี้เขากลับมาอีกครั้งในฐานะ “นพ.เรือง ฤทธิ์ ศิริพานิช” ที่ทำให้หลายคนภูมิใจ 

เมื่อความฝันที่หนึ่งประสบความสำเร็จไปได้อย่างสวยงาม “ริท” ไม่ลืมที่จะตามหาความฝันที่สองของตนเองในวงการบันเทิง และเขาพร้อมแล้วสำหรับการก้าวเดินไปในสองเส้นทางที่แตกต่างอย่างพร้อมกัน 

MAYA : ตอนนี้เรียนจบแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง 

ริท : ก็สบายใจครับ เพราะว่ามันเสร็จไปอีกขั้นแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทางมันจะสิ้นสุดลง คือจริงๆถ้าตามทางเดินของหมอเลย มันก็จะมีต่อเฉพาะทาง แต่ว่าตอนนี้ริทเพิ่งจบ เลยคิดว่าจะเป็นแพทย์ใช้ทุนก่อน หลังจากนั้นถ้าเกิดจะเรียนต่อเฉพาะทางก็เอาไว้คิดในสเต็ปต่อไป ซึ่งตอนนี้ริทยังไม่ได้วางแพลนไว้ ตอนนี้ก็เป็นแพทย์ใช้ทุนที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติครับ 

MAYA : 5 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรกับชีวิตนักศึกษาแพทย์ เรียนหนักแค่ไหน 

ริท : ก็ดีครับ เหนื่อยดี จริงๆเรียนหมอมันก็เหนื่อยอยู่แล้ว หมายถึงว่ามันเรียนหนักเพราะเนื้อหามันเยอะ ความรับผิดชอบมันสูง บวกกับที่ริททำงานในวงการบันเทิงไปด้วย ก็เลยทำให้มันเหนื่อยมากขึ้น ถามว่าของริทหนักถึงขั้นไหน คือการเรียนหมอเนี่ยจะไม่เหมือนเรียนอย่างอื่น คือนอกจากเรียนเนื้อหาปกติในเวลาราชการแล้ว มันก็ต้องมีการอยู่เวรด้วย ซึ่งไอ้ที่หนักๆก็คืออยู่เวร เราต้องสแตนด์บายรอรับเหตุการณ์ที่มันจะเกิดขึ้นในโรงพยาบาลตลอดเวลา เพราะคนไข้ก็มีอีเว้นท์ได้ทุกคืน ก็ทำให้เราได้พักผ่อนน้อย แล้วยิ่งมาอยู่เวรถี่ช่วงที่จะสอบ ก็ยิ่งทำให้เหนื่อย 

MAYA : การเป็น “หมอ” ถือเป็นความหวังของคนในครอบครัว ตรงนี้ทำให้ตลอดเวลาที่เรียน เรากดดันบ้างไหม

ริท : มันคือความฝัน มันคือความฝันของตัวเองและสิ่งที่คนอื่นคาดฝันด้วย เป็นความคาดหวังของพ่อแม่พี่น้อง ญาติๆทั้งหลาย อยากให้มีลูกหลานซักคนนึงเป็นหมอ ซึ่งริทก็รับหน้าที่นี้มาตั้งแต่เด็ก มันไม่ได้เชิงกดดันครับ เพราะอย่างที่บอกมันคือความฝันของริทด้วย คือริทตอนเด็กๆ ไม่รู้จะเป็นอะไร ทางบ้านอยากให้เป็นหมอ เราก็โดนไซโควนอยู่ในหัวว่าจะเป็นหมอๆ ก็เลยกลายเป็นความฝันเราไปเลยว่าโตขึ้นเราจะเป็นหมอนะ มันก็เลยไม่ได้ถึงขั้นกดดันจังเลยคนอื่นมาบีบบังคับเรา มันเป็นสิ่งที่เราอยากทำด้วย 

MAYA : หลังจากที่ได้กลับไปเป็นนักศึกษาแพทย์จริงจัง จุดไหนที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่แหละคืออาชีพที่ใช่สำหรับเรา 

ริท : คือนิยามของคำว่า “หมอ”ริทว่าทุกคนน่าจะรู้กันอยู่แล้วครับ แต่สำหรับริทเนี่ยไม่ได้มีญาติพี่น้องหรือคนในครอบครัวที่คลุกคลีกับการทำงานในวงการสาธารณสุข ริทก็จะไม่ค่อยได้เห็นภาพพวกนี้ แต่พอริทเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลจริง เรียนในโรงพยาบาลก็จะได้เห็นภาพของคนทุกข์ คนป่วย คนเจ็บ คนไข้ มีแต่ภาพที่แบบว่าให้ความรู้สึกไม่สบายทั้งนั้นเลยครับ แต่ว่าหลังจากการรักษา หลังจากเค้าได้มาหาหมอ ผ่าตัด รักษาเสร็จแล้วกลับบ้าน คือภาพใบหน้าเค้าก็จะเปลี่ยนไปอีกแบบนึง มันเป็นสิ่งที่เห็นแล้ว ริทว่ามันมีกำลังใจในการทำงาน มากกว่าการที่บอกว่าเงินเดือนเท่าไหร่

MAYA : การเป็นหมอมีอย่างหนึ่งที่เราต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลาคือการสูญเสีย ตรงนี้เรารับมือกับมันยังไง

ริท : สำหรับริทคิดว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก่อนหน้านี้ถ้าเกิดมีใครป่วยซักคนนึงริทจะเป็นห่วงแทบแย่เลยนะ แต่พอทุกวันนี้ถ้าใครเป็นหวัด ริทจะบอกเออดีแล้วล่ะที่เป็นแค่หวัด นึกออกมั้ยครับ คือเราเห็นการเวียนว่ายตายเกิดมาเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาคนเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆใกล้ตัวริท ริทก็จะแบบว่าเออพักผ่อนเยอะๆนะ ไม่ต้องทำอะไรมากหรอก

อาจารย์ผู้ใหญ่เค้าก็จะสอนเลยว่าหมอทุกคนจะต้องรู้จักการตัด คือเราต้องมีความห่วงใยและเห็นใจคนที่เจ็บป่วยมาที่โรงพยาบาลทุกคน แต่ว่าเราไม่สามารถเอาหัวใจเราไปอินกับคนทุกคนได้ ไม่งั้นเราก็จะไม่มีกะจิตกะใจจะไปรักษาใครต่อ เพราะฉะนั้นจบเคสนี้ไปเราต้องตัด ผ่านเคสต่อไปเราก็ต้องตัด คือต้องตัดแยกไปเป็นเรื่องๆ ไม่งั้นความทุกข์ใจก็จะตกที่เราเอง

MAYA : สำหรับริทคิดว่าการที่เราเป็น “ดารา” มันมีส่วนช่วยให้เราเข้าถึงคนไข้มากขึ้นไหม 

ริท : ริทว่ามีส่วนช่วยนะฮะ สมมติอันนี้ริทอยู่หน้าเวทีริทก็จะพยายามทำให้ทุกคนมีความสุข ไม่ว่าใครจะเข้ามาด้วยหน้าตาแบบไหนก็ชั่งริทก็จะทำให้เค้ามีความสุขกลับไป ริทว่ามันเหมือนกันกับการเป็นหมอ ไม่ว่าคุณจะแบบทุกข์ใจ หรือว่าไม่สบายใจ ลำบากกาย เจ็บป่วยกายแค่ไหน ริทก็ต้องทำให้เค้ายิ้มได้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้วยสุขภาพกายที่ดีขึ้น หรือสุขภาพจิตที่ดีขึ้น ริทรู้สึกว่ามันคล้ายๆกันตรงนี้ 

MAYA : คนไข้จำเราได้ไหมว่าเราเป็น “ริท เดอะสตาร์ 

ริท : ก็มีทั้งจำได้จำไม่ได้ครับ คือถ้าจำได้ก็จะแสดงอาการให้เห็นเลย ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็มีการทักทายว่านี่หมอริทใช่มั้ย แต่ถ้าเกิดเป็นวัยรุ่นก็จะมีออกอาการกรี๊ดในโรงพยาบาลก็มี ริทก็จะบอกเค้าว่าอันนี้เป็นโรงพยาบาลเนาะ ตอนนี้ริทเป็นหมออยู่นะ เค้าก็จะใจเย็นลง 

MAYA : ช่วงเวลาที่เรียนมีคิดถึงงานในวงการบ้างไหม 

ริท : ตอนที่เรียนริทก็ได้ดูทีวีก็จะได้เห็นเพื่อนๆริทได้แสดงละคร ได้ร้องเพลง ได้เล่นละครเวที เล่นซีรี่ส์ ถามว่าอยากทำมั้ยก็อยากทำนะ แต่ว่าเราก็ต้องยอมรับว่าเราเลือกที่จะเดินมาทางนี้ เราเดินมาแบบสองทางคู่กัน แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันก็หนักแล้วก็เหนื่อยมากแล้ว เพราะฉะนั้นริทก็ต้องแบบเออตัดใจก่อน ใจเย็นๆ บอกตัวเองว่าใจเย็นๆรอก่อน รอให้เรียนจบก่อน 

MAYA : กลัวการเปลี่ยนแปลงบ้างไหม ว่ากลับมาอาจจะไม่เหมือนเดิม 

ริท : คือมันไม่เชิงกลัว แต่ถ้ามันจะเกิดขึ้นมันก็ต้องเกิดเพราะมันเป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ ริทห้ามให้คนเลิกรักเราไม่ได้ หรือว่าไปบอกให้เค้ามารักเราไม่ได้ หรือว่าจะบอกว่าคุณต้องติดตามผลงานเราตลอดชีวิตนะก็เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วในวันใดวันนึง แต่ว่าในเมื่อมันยังไม่เกิดเราก็ต้องขอบคุณในโชคชะตาแล้วก็ยินดีไปกับมัน ดีใจไปกับมัน วันไหนที่มันจะมาถึงเราก็ต้องโอเคยอมรับและก็ปล่อยมันไปครับ 

MAYA : วันนี้กลับมาพร้อมการเป็นนายแพทย์เต็มตัว ริทคิดว่าจะให้คะแนนตัวเองเท่าไหร่ดี 

ริท : โห ถ้าเกิดมีร้อยให้ร้อย มีล้านให้ล้าน คือริทเต็มที่มากกับทั้งสองทาง ริทคิดว่าริทโชคดีนะที่ได้ทำทั้งสองอย่าง คือการเป็นหมอและการอยู่ในวงการบันเทิง มันเป็นความฝันของใครหลายๆคน แต่เราคนเดียวขี้โกงอะ เอามาทั้งสองอย่างเลย ซึ่งริทก็เลยคิดว่าโอกาสนี้ในชีวิตริทมันหาไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเลยช่วงวัยนี้ไป ริทก็คงไม่ได้สนุกกับมันอีกแล้ว ริทก็เลยเต็มที่กับมันทุกอย่าง เรียนริทก็เรียนเต็มที่ 

MAYA : กลับมาวงการบันเทิงครั้งนี้ มีอะไรที่อยากทำบ้าง 

ริท : ด้วยความที่ยังเป็นหมออยู่ด้วย แล้วก็เวลาเราก็ยังไม่ได้มีเต็มที่เนาะ แต่ถ้าเอาที่อยาก อย๊าก อยากเลย ริทอยากเล่นละคร แต่ว่าคิวริทมันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะมันต้องใช้เวลาเยอะในการถ่าย อาทิตย์นึง 3-4 วัน ซึ่งตัวริทไม่ได้อยู่แล้ว ก็ไม่เป็นไรเก็บไว้ก่อน แต่ก็มีงานแสดงอะไรอื่นๆที่มันไม่ใช่ละครยาว ที่ไม่ต้องใช้คิวเยอะอะไรขนาดนั้นก็มีครับ ถ้าคอนเฟิร์มเมื่อไหร่ก็จะได้มาแจ้งข่าวกันอีกทีนะครับ 

และก็เคยมีคำพูดนึงที่ริทเคยพูดไว้ในคอนเสิร์ต ริทสัญญาว่าริทจะกลับมาให้ได้ วันนี้ก็เรียนจบครบ 5 ปีเต็ม แล้วก็กลับมา ก็เลยเป็นชื่อคอนเสิร์ต Ritz COME BACK TO YOU CONCERT ก็คือริทกลับมาหาทุกคนแล้วนะ คอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เป็นคอนเสิร์ตเดี่ยวของริทนะครับ อยากบอกว่าริทเต็มที่แล้วก็ตั้งใจมาก ริทก็ลงมาทำงานในวงการมากขึ้น ทุกการประชุมริทเข้าหมด และริทเหมือนจะรู้ว่าแฟนคลับชอบอะไร อยากเห็นอะไร ริทก็จะใส่เข้าไปในคอนเสิร์ตและนำเสนอผู้ใหญ่ไป เพราะฉะนั้นในคอนเสิร์ตนี้ก็จะได้เห็นอะไรที่ริทอ่านใจแฟนคลับมาแล้วว่าเค้าจะอยากเห็นอะไร ริทก็เลยคิดว่ามันน่าจะโดนใจคนดูมากแน่ๆ จะไม่ให้เสียดายค่าบัตรกันเลยครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง