2. ทุกหน้า

EXCLUSIVE INTERVIEW : “เก้า-จิรายุ” กับจังหวะที่ก้าวเดิน 

12 มิ.ย. 60 เวลา 11:23 น.

พูดถึงชื่อ “เก้า-จิรายุ ละอองมณี” ภาพของนักแสดงวัยเด็กในละครหลายๆเรื่องมักจะผุดขึ้นมาในความทรงจำเสมอ มาถึงวันนี้ “เก้า” ในวัยยี่สิบต้นๆ กลายเป็นนักแสดงวัยรุ่นที่เนื้อหอม ด้วยหน้าตาที่ดูหล่อเหลา มีมาดกวนๆ เมื่อบวกกับฝีมือการแสดงที่พัฒนามากขึ้นหลายเท่าตัว ทำให้เขากลายเป็น “นักแสดง” ฝีมือคุณภาพ ที่ได้รับบทบาทที่น่าสนใจอย่างหลากหลาย อย่างเช่นในละครเรื่องล่าสุดของเขา กับเรื่อง “ละครคน” ที่เก้าได้พลิกบทบาทไปในอีกแง่มุมหนึ่ง 

ซึ่งในบทสัมภาษณ์นี้ นอกจากเราจะพูดถึงบทบาทล่าสุดของ “เก้า” แล้ว เรายังพูดถึง “จังหวะ” การก้าวเดินของเขา ทั้งในเรื่องการแสดงและดนตรีที่เขารัก ที่ ”ก้าว” เลือกจะก้าวเดินไปในสองเส้นทางพร้อมๆกัน 

MAYA : คาแรคเตอร์ “ศิวา” ในละครเรื่อง “ละครคน” ดูเหมือนจะไกลตัว และดราม่าหนักมาก 

เก้า : มันก็จะเป็นคนเครียดๆ ก็จะเป็นผู้ใหญ่กว่าหน่อย ซึ่งมันก็จะมีเรื่องราวหลายๆอย่างที่ทำให้เราต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อก้าวไปข้างหน้า จะใช้วิธีต่างๆเยอะแยะมากมาย โดยเราก็ไม่สนว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง เรามองความสำเร็จเป็นหลัก มันไม่มีตรงกลางครับ บางทีคนหลายๆคนก็จะเป็นแบบนี้เพื่อให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าให้ได้ พิสูจน์ตัวเองให้เห็นเพื่อปกปิดความอ่อนแอของตัวเอง จริงๆแล้วมันมีปมอะไรหลายอย่าง แต่ว่าตัวละครตัวนี้มันเก็บไว้ข้างใน เป็นแรงผลักที่ทำให้บางทีมันทำร้ายคนอื่นโดยที่มันไม่รู้ตัว

MAYA : ยากไหม กับบทแบบนี้

เก้า : แรกๆมันก็จะยากนิดนึงครับ มันดูห่างๆนิดนึง เพราะเราไม่เชื่อว่าเราจะทำได้ แต่เค้าให้โอกาสมาแล้วเราก็ทำ พี่โอ๋(คฑาเทพ ไทยวานิช)เค้าก็จะคอยบอกเราว่าอันไหนใช่อันไหนไม่ใช่ ก็ต้องคอยปรับ ซึ่งมันก็ใช้เวลาอยู่แป๊ปนึง พอหลังๆมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนโอเคครับ 

MAYA : แล้วเก้าทำยังไงถึงได้เชื่อในบท “ศิวา” 

เก้า : ผมว่าอันดับแรกเลยผู้ใหญ่เค้าเป็นคนเลือกเรามา เค้าก็เป็นคนที่มีประสบการณ์ พี่โอ๋ พี่ฉอด(สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) พี่เอส(วรฤทธิ์ ไวยเจียรนัย) ตอนแรกผมบอกตรงๆผมไม่เชื่อบทนี้เลย คือบางบทเวลาผมรับผมรับเพราะว่า ผมอ่านบทแล้วผมคิดว่าผมน่าจะเล่นได้ ถ้าไม่ชัวร์ผมไม่ทำ ผมจะเป็นคนแบบนี้ คืออย่างน้อยไม่ต้อง 100% เรารู้สึกว่ามัน 80% เราก็จะอะโอเค สบายใจเวลาเล่น 

แต่เรื่องนี้ผมไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ว่าเราเชื่อใจผู้ใหญ่ที่เรานับถือและเราเคยทำงานด้วย และเค้าของจริง เรารู้สึกว่าเค้ามองขาด วิธีของผมก็จะลองเล่นไปก่อน เล่นไปแบบที่เราคิดว่าน่าจะใช่ แล้วผู้กำกับเค้าก็จะบอกเอง แล้วมันก็จะค่อยๆเก็ทไปเรื่อยๆ พอเราอ่านบท พอเราพูดแบบตัวละคร เราก็จะคิดแบบเค้า ก็จะเริ่มคิดว่าแบบถ้าเป็นเราจะดิวกับสถานการณ์แบบนี้ยังไง ถ้าเป็นตัวละครดิวยังไง มันก็จะเหมือนตัวเองบ้าง ไม่เหมือนบ้าง เราต้องละลายมันเข้ามาอยู่ตรงกลาง 

MAYA : เรื่องนี้จะได้เห็น “เก้า”เลิฟซีนด้วย ค่อนข้างแปลกใหม่เลย 

เก้า : ถ้ามองจากในมุมคนดูก็น่าจะไม่เคยเห็น จริงๆผมเป็นคนไม่ได้รู้สึกอะไรกับบทเลิฟซีนว่ามันพิเศษกว่าฉากอื่น ผมไม่ค่อยเข้าใจคนที่เค้าตื่นเต้น มันก็เหมือนเป็นฉากๆหนึ่ง เวลาเราพูดอะไรในฉากเราก็ต้องรู้สึกแบบนั้น ฉากที่มันต้องจูบเราก็แค่รู้สึกอยากจูบ มันก็มีหลายแบบ จูบแบบความรัก จูบแบบเสน่หา มันก็เป็นแค่ฉากๆหนึ่ง เค้าให้หน้าที่เรามา เราก็รับมอบหมายมาแล้วก็เล่นไปไม่รู้สึกอะไรเลยครับ 

MAYA : ละครเรื่องที่แล้วอย่าง “โอเนกาทีฟ”ค่อนข้างประสบความสำเร็จ ทำให้พอมาถึงเรื่องนี้ ความคาดหวังมันมากขึ้นไหม

เก้า : ความคาดหวังคือสิ่งที่คนอื่นเค้าทำ สิ่งที่ผมต้องรับผิดชอบไม่ใช่ความคาดหวังของคนดู หน้าที่ของผมคือทำยังไงก็ได้ให้เค้าเชื่อมากกว่า การคาดหวังว่าเค้าจะได้รับอะไรขนาดนั้นผมไม่นับแล้วกัน ผมนับแค่ว่าหน้าที่นักแสดงผมทำให้เค้าเชื่อในตัวละครที่ผมเล่น ถ้าเค้าเชื่อผมก็ประสบความสำเร็จละ ส่วนเค้าคาดหวังอะไรเหนือจากนั้น หรือเค้าจะผิดหวัง ผมก็ไม่รู้แล้วล่ะ ถ้าเค้าเชื่อว่าตัวละครเรามันเป็นแบบที่มันเป็น แค่นั้น ผมไม่หวังอะไรมากกว่านี้ละ

MAYA : แต่ด้วยความที่เราเข้าวงการเล่นละครมาตั้งแต่เด็ก คนดูบางส่วนก็จะยังติดภาพเราแบบเดิมๆอยู่ อันนี้เราแก้ได้ไหม

เก้า : อันนี้ผมว่ามันพูดยากนะ ในส่วนตัวผมชีวิตประจำวันผมเป็นยังไงก็ยังงั้น ผมไม่ได้คิดว่าผมเล่นเป็นคนที่โตกว่าแล้วชีวิตผมต้องโตตาม ผมยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ มันก็แค่ในบทเท่านั้นเอง ผมก็ทำในบทของผมให้เต็มที่ก็โอเค อย่างน้อยก็ทำให้ผู้กำกับสั่งผ่านได้ ผู้กำกับเค้าก็มีมาตรฐานของเค้าแหละทุกคน ซึ่งมันก็เป็นข้อดี ที่ทำให้เราเชื่อใจเค้าได้ เราเล่นโอเคแล้วจริงๆเค้าถึงให้ผ่าน ซึ่งแค่นั้นแหละที่ผมสบายใจ เวลาเรากลับไปบ้านมันก็จะรู้สึกโอเค ว่าเราได้ทำเต็มที่ที่สุดก็พอ 

ส่วนเค้าจะติดภาพว่าเราเด็กแล้วทำให้เค้าไม่เชื่อ ผมว่าเราทำอะไรกับเค้าไม่ได้ เราทำเต็มที่ในแบบของเรา การเปลี่ยนความคิดให้คนมาเชื่อว่าผมเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่ทำตรงนั้นอะ ผมรู้สึกว่าผมแค่ทำให้เค้าเชื่อในตัวละคร ให้เค้าดูแล้วไม่ติดไม่ขัดอะไร สามารถทำให้เค้ารับรู้บท รับรู้อารมณ์ได้ ก็พอละ

MAYA : จริงๆแล้ว เราเบื่อบ้างไหมกับงานแสดง บางอย่างมันทำให้เราสูญเสียความเป็นเด็กวัยรุ่นไปรึเปล่า 

เก้า : มันก็มีครับ มันก็เป็นอาชีพอะครับ มันก็มีทั้งสิ่งที่เราชอบและสิ่งที่เราไม่ชอบ ไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ก็ต้องข้ามมันไปให้ได้ ถ้าจะคิดข้อดีก็ได้เจอคนใหม่ๆเรื่อยๆ แต่หลักเลยคือเราได้ทำงานก็ได้ช่วยครอบครัว ตั้งแต่เด็ก ส่วนความเป็นวัยรุ่นก็เสียบ้างครับ แต่ก็ต้องยอมรับมัน ผมก็พยายามใช้ชีวิตผมปกตินะ ถ้าผมว่างผมก็ไปกับเพื่อน ไปทำนู่นทำนี่แบบที่คนทั่วไปเค้าทำกัน แต่ว่ามันก็จะไม่100%เหมือนคนที่เค้าไม่ได้ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย มันไม่เท่าคนเหล่านั้นอยู่แล้ว เราก็ต้องข้ามผ่านมันไปให้ได้ มันไม่มีอะไรถูกใจเรา 100%หรอก ซึ่งผมโอเคนะ ไม่ได้เซ็งอะไรขนาดนั้น 

MAYA : ไม่ได้เซ็ง แต่ถึงขึ้นรักในวิชาชีพนี้เลยไหม

เก้า : ก็เหมือนเป็นสิ่งที่เราทำประจำในชีวิตไปแล้ว ก็ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง อันนี้ผมพูดตรงๆเลยนะ ก็มีทั้งที่เรารู้สึกชอบ รู้สึกว่าโอเค เหมือนหนังที่เราดูแล้วโอเค หรือหนังที่เราดูแล้วไม่โอเค ก็มีเหมือนกัน บางวันที่ไปถ่ายรู้สึกว่าวันนี้เล่นไม่ดีว่ะ แย่ว่ะ อะไรอย่างเนี้ย หรือวันนี้เจออะไรที่มันแย่ๆ แต่เราก็คิดไปว่าวันที่มันดีมันก็มี ก็โอเคแล้ว เราก็สู้ๆ ไปครับ 

MAYA : นอกจากงานละคร ตอนนี้เก้าก็ทำดนตรีอยู่ด้วย  

เก้า : จริงๆเรื่องดนตรีเนี่ยเราเล่นมาตั้งแต่มัธยมแล้วครับ เล่นสนุกๆก่อน แล้วก็ผมได้มาร้องเพลงประกอบละคร แล้วเราก็ไม่อยากร้องคนเดียว เลยชวนเพื่อนๆมาตั้งวง ที่แบบเป็นซิงเกิลที่ปล่อยเองของวงก็ประมาณ 2-3 ปีแล้วครับ ผมรู้สึกว่าจริงๆผมไม่ต้องมีผลงานอะไรที่เยอะอะไรขนาดนั้นก็ได้ สำหรับในงานเพลงนะ ผมรู้สึกอยากมีแค่ 2-3 เพลงที่ผ่านไปหลายปีแล้วคนยังจำได้ เด็กๆผมก็เคยฟังเพลงของใครหลายคน เรารู้สึกว่ามันดีว่ะ บางทีเราไม่รู้จะผ่านช่วงเวลาบางอย่างไปได้ยังไง แต่เพลงมันก็ทำให้เราผ่านมาได้หลายๆช่วง เหมือนเราติดหนี้บุญคุณอะไรซักอย่าง ก็เลยอยากจะทำแบบนี้ให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆหรือใครก็ได้ที่รอฟังอยู่ เค้าอาจจะไม่รู้จะหาทางออกยังไงอย่างน้อยเค้ามีเพลงเป็นเพื่อนของเค้าก็โอเค เป็นเป้าหมายของเรา 

MAYA : เราคาดหวังให้มันประสบความสำเร็จแค่ไหนกับงานเพลง

เก้า : ถ้าพูดถึงผมผมว่าการที่ผมได้เริ่มทำก็สำเร็จไปแก็กนึงแล้ว ความสำเร็จต่อๆไปก็ถ้าคนชอบมากขึ้นก็จะสำเร็จมากขึ้น แต่เรื่องเงิน รายได้ งานจ้าง มันก็เป็นสิ่งที่รองลงมา แต่ก็อยากให้มันมีแหละ อย่างน้อยถ้ามันเป็นอาชีพเราได้ มันก็จะเป็นอีกทางนึงที่เราจะมีความสุขเวลาที่เราออกไปเล่นด้วย ตอนนี้มันยังไม่ดังหรอก วงก็ยังไม่เป็นที่รู้จักขนาดนั้น แต่ผมว่าก็ดีแล้ว เพราะว่าอยากให้มันมาเพราะคุณภาพ มาเพราะเพลง รอได้ครับ ถ้ามันมาแล้วมันใช่ของเราจริงๆ 

MAYA : ถ้าให้เลือก ตอนนี้ “เก้า” รู้สึกว่าแบบไหนมันใช่ตัวเรา ระหว่างดนตรีกับการแสดง 

เก้า : ถามตอนนี้ถ้าเอาความชอบล้วนๆผมก็คงตอบดนตรีครับ ไม่ได้ไม่ชอบแสดงนะ แต่แค่แบบเราทำมานาน มันก็จะมีความชินๆไปบ้าง แต่ยังไงการแสดงก็ถือเป็นเมียหลวงแล้วกันครับ ดนตรีเป็นเมียน้อยครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง