EXCLUSIVE INTERVIEW : “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” PASSION IN ACTOR

6 ก.พ. 60 เวลา 16:03 น.

ภาพยนตร์เรื่อง “มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ” จากค่าย Transformation Films คือผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 9 ในชีวิตนักแสดงของ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” การรับบทเป็นนักเทนนิสระดับโลก ทำให้เราได้เห็น “ซันนี่” ในบทบาทนักกีฬา ซึ่งเขาเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อทำให้ตนเองเป็น “ดอน สีชัง”ที่สมบูรณ์แบบ 

MAYA : ช่วยพูดถึงเรื่องราวของภ. มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ ให้เราได้ฟังหน่อย 

ซันนี่ : เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของนักเทนนิสมือวางอันดับโลกคนหนึ่งชื่อ “ดอน สีชัง” คบกับแฟนคนหนึ่งอยู่ แล้วก็โดนทิ้งโดยไม่มีสาเหตุ ชีวิตเค้าไม่เคยเจอสิ่งแบบนี้ก็เลยพังไปเลย เค้ารู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้เลยพยายามจะไปเอาแฟนกลับมาให้ได้ แต่ปรากฏว่าแฟนไปคบกับอีกคนนึงแล้ว เรื่องราวเลยเริ่มต้นที่จุดนี้ 

คาแรกเตอร์ดอนเป็นคนมุ่งมั่นครับ เป็นคนมุ่งมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำคืออาชีพของตัวเอง จริงจังกับความรัก หรือจริงๆอาจจะไม่จริงจังก็ได้ แต่เค้ารู้สึกว่าเค้าสูญเสียอะไรไป เหมือนแข่งแพ้ โดนแฟนทิ้งก็เหมือนแข่งแพ้ เค้าเป็นคนไม่เคยแพ้เลยพยายามทำให้ตัวเองกลับมาอีกครั้ง

MAYA : ซันนี่ทำอย่างไรกับการเข้าถึงการเป็น “ดอน สีชัง” 

ซันนี่ : จริงๆมันมีวิธีง่ายๆเลยครับคือเค้าเจอะอะไรมาบ้างในชีวิตเราต้องเจอแบบนั้น คือคนที่จะเป็นนักเทนนิสระดับโลกได้เค้าต้องฝึกกีฬาชนิดนี้มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เราทำได้ก็คือเราต้องตื่นไปฝึกกีฬาชนิดนี้ เข้าใจว่าเค้าเจออะไรมาบ้าง เค้าต้องออกกำลังกายเพื่อไปแข่ง ต้องกินอาหารประเภทไหนเพื่อจะแข่ง สภาพจิตใจในการแข่งขันมันเป็นยังไง มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำสิ 

ถ้าคุณไปเล่นหนังเกี่ยวกับเทนนิสแต่คุณเล่นเทนนิสไม่เป็นเลยมันไม่ได้ไง ก่อนเปิดกล้องผมก็ฝึกเทนนิส ทั้งทำร่างกายทั้งฝึกก็ประมาณ 6 เดือนครับก่อนมาถ่ายจริงตอนนี้ท่าตีผมสวยมาก วงสวิงแบบโรเจอร์ เฟเดอเรอร์ แบ็กแฮนด์มือเดียวด้วยนะฮะ

MAYA : จุดเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้นอกจากการเรื่องกีฬา 

ซันนี่ : มันก็จะมีมุมรัก จริงๆคนเราสนใจเรื่องความรักมาก มันมีจริงๆนะคนที่แบบว่าเฮิร์ทแล้วทำอะไรไม่ได้ ไม่อยากทำแล้ว เรื่องนี้ก็ทำให้เข้าใจแล้วก็ได้รับรู้แล้วก็แก้ปัญหาชีวิตของตัวเองขึ้นมาได้ 

MAYA : ซันนี่มีมุมที่เหมือน “ดอน สีชัง” แบบนี้ไหม

ซันนี่ : หูว ไม่มีครับ ผมเป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้กับเรื่องอะไรเลย ผมมีแต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเราหนักๆเราต้องทำตัวให้เหนือกว่าเดิม ถ้าเป็นดราก้อนบอลก็คือ เราปางตายอยู่แล้วเรากินถั่วเซนสึเข้าไป เราจะเก่งขึ้นมาอีกขั้นนึง งงใช่มั้ยครับ เราเป็นชาวไซยา ผมเป็นหลายตัว ผมเป็นทั้งเจได้ ทั้งไซย่า เป็นทุกอย่างครับ

MAYA : การร่วมงานกับผู้กำกับและนักแสดงคนอื่นๆเป็นยังไงบ้าง

ซันนี่ : สนุกดีครับ เวลาถ่ายหนังซึ่งเป็นงานที่ผมรักด้วย มันโชคดีที่เจแต่คนดีๆตลอดเลย เจอแต่ทีมงานที่ดี นักแสดงที่ดี คนที่เค้ามีอุดมการณ์เดียวกันว่าเค้าสนุกสนานแล้วก็ตั้งใจทำงาน เราจะไม่มีใครเจอใครที่ทำส่งๆเลยอะ รู้สึกว่ามีความสุขชีวิตผมดีมากเลย 

MAYA : ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการทำงานนอกบ้าน GDH ไหม

ซันนี่ : ไม่ครับ เคยไปเล่นเรื่องอื่นมาแล้ว แต่อย่าไปบอกใครนะครับ แต่เค้ารู้แหละจริงๆแล้ว 

MAYA : ทำไมถึงตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้ 

ซันนี่ : จริงๆเราเป็นฟรีแลนซ์อยู่แล้ว คือเราเป็นนักแสดงเราจะรุ้สึกว่าถ้าใครมีภาพยนตร์ที่ดี มีเจตนาที่ดี แล้วเค้าอยากได้เรา มันรู้สึกเป็นเกียรติ แล้วเราก็อยากจะทำ เพราะอ่านแล้วเราชอบด้วยมันคือซิงค์กัน เราก็อยากจะอยู่ในภาพยนตร์ที่มันดีๆด้วย มันแค่นั้นเอง กับจีดีเอซทีมงานเค้าทั้งหมดมีคนที่ตั้งใจมากๆ และเค้ารัก passion ของชีวิตเค้าคือการทำหนัง แล้วเค้าก็จะสร้างสรรค์หนังที่บทดีๆเราอ่านแล้วเราโหวปฏิเสธไม่ได้มาเลย ซึ่งจริงๆกับจีดีเอซผมก็เคยปฏิเสธไปแล้วเหมือนกันบางเรื่อง ที่รู้สึกว่าน่าจะมีคนที่ทำได้ดีกว่าผม 

MAYA : การร่วมงานกับทีมใหม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรไหม

ซันนี่ : ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่มีต้องปรับตัวหรอก คนดีก็คือคนดีอะ คือถ้าไม่ใช่คนเลวมันก็เข้ากันได้กับทุกคน เข้าใจใช่มั้ยครับ มันก็จะกลายเป็นสังคมที่ดีขึ้นมา 

MAYA : ในแง่ของการแสดง มีบทบาทไหนที่อยากลองเล่นบ้างไหม เพราะปกติคนดูจะอินกับซันนี่ในบทตลกมาก

ซันนี่ : จริงๆในแง่ของความเป็นคาแรกเตอร์ผมไม่ได้ทำอะไรให้มันดูตลกเลยนะ คือตัวละครทุกตัวเค้ามีชีวิตของเค้า มีความจริงจัง เพราะในชีวิตในสังคมไม่อยากมีใครมาเล่นตลก เราทำอะไรไปคนดันมาฮาเราเองมันเป็นอย่างนั้นผมรู้สึกอย่างนี้ 

แต่ว่าเราเล่าด้วยความอารมณ์ดี เป็นภาพยนตร์ที่อารมณ์ดี ตลก มันก็เลยทำอะไรออกมามันก็ดูตลกไปซะหมด แค่นั้นเอง แต่ว่าคาแรกเตอร์มันแตกต่างกันไปทุกเรื่อง อย่างฟรีแลนซ์เราก็จะเป็นคนทำงานกราฟฟิกก็จะเป็นอีกแบบ เราก็จะมีความจริงจังของเราอีกแบบนึง ไอฟายก็จะเป็นอีกแบบนึง เราก็มีความจริงจัง แต่คนเค้ามาฮาในแบบที่เราโง่อะ ก็พูดไม่ได้ คนเค้ามาฮาเอง

MAYA : สำหรับงานละครล่ะ พอจะมีโอกาสได้เห็นซันนี่บนจอทีวีไหม 

ซันนี่ : ผมรักภาพยนตร์ที่สุดครับ รู้สึกว่าเราจะไปให้สิทธิความสำคัญกับภาพยนตร์มากกว่า บางทีมีละครติดต่อเข้ามา ผมรู้สึกว่าผมอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าคนที่เค้าทำได้ดีอยู่ แล้วการอยู่กับคาแรกเตอร์ 7-8 เดือนมันนานมากสำหรับผม อุ๊ย! แต่จริงๆมันอ้างไม่ได้เนอะ เพราะว่าผมก่อนเล่นหนัง 6 เดือนผมก็ฝึกร่างกายแล้วบวกถ่ายอีกสามสี่เดือน ผมขอโทษๆ ไม่รู้แหละ แต่นั่นแหละมันศาสตร์คนละแบบกัน 

MAYA : พูดถึงกระแสที่มีคนพูดถึงว่า พระเอกของจีดีเอซ มีแต่ซันนี่และเต๋อ 

ซันนี่ : จริงๆชาวเน็ตก็คือชาวเน็ตครับ อาจจะมีคนเดียวก็ได้ที่พูดแบบนั้น แล้วก็เออออกันไปหรือไม่คนเดียวเปลี่ยนแอคเค้าท์เข้ามาด่าเรื่อยๆก็ได้ อันนี้เค้าอาจจะเกลียดผมผมก็ไม่รู้ 

แต่ว่าถ้าตอบข้อสงสัยนะครับ คือจริงๆแล้วความเป็นภาพยนตร์เนี่ย คนที่จะสร้างหนังขึ้นมาคือเค้ารักในสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นไม่มีอยู่แล้วที่เค้าจะไม่หาสิ่งที่ดีที่สุดให้ภาพยนตร์ เข้าใจใช่มั้ยฮะ มันไม่ใช่ว่าเออเอาไอ้นี่แหละรู้จักกัน ไอ้นี่แหละเป็นเด็กในสังกัด ซึ่งผมก็ไม่ใช่เด็กในสังกัด ถ้าเค้าคิดแบบนั้นเค้าดูถูกตัวเองนะ 

ถ้าคุณเข้าใจโปรเสจของภาพยนตร์คุณก็จะเข้าใจ คิดง่ายๆว่าอย่างการดูบอล สมมติว่าคุณเชียร์ทีมนี้ เชียร์ลิเวอร์พูล ไอ้ตัวนี้มันก็ต้องลงสนามทุกอาทิตย์ปะวะ จะโอ้ยเบื่อหน้ามันจังเลย เอาใครมาเตะแทนที อย่างนี้หรอ ไม่สิ ใช่มะ ถ้าผมไม่มีความสามารถเหมาะสมกับภาพยนตร์เรื่องนั้นก็จะไม่เห็นผม เพราะนี่ค่ายอื่นผมก็เล่น 

MAYA : ซึ่งทุกครั้งที่ซันนี่รับหนัง คุณจะค่อนข้างทุ่มให้ทุกคาแรกเตอร์ ยอมอ้วน ยอมผอม ยอมตัดผม ซึ่งค่อนข้างหายากในบ้านเรา 

ซันนี่ : ไม่หรอก เค้าก็อาจจะมีแหละ แต่เค้าอาจมีปัจจัยอื่นที่ต้องทำ เค้าก็อาจจะทำแบบนี้เหมือนผมไม่ได้ สำหรับผมผมไม่แคร์เรื่องอื่นไง นี่คืออาชีพผม ต่อให้ไปตัดทรงสกินเฮดปล่อยอ้วนไรเงี้ย สมมติโฆษณาจะจ้างผมเค้าก็ยอมให้ผมหัวสกินเฮดไปเลยนะ ถ้าเค้าเห็นผมแล้วเอ้ยผมทรงนี้หรอ อ้วนขึ้นแล้วเค้าไม่เอาก็คือไม่เอา คือรู้สึกว่าดีแล้ว เค้าก็ต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสินค้าของเค้าสิ แต่เราแพชชั่นของเราคือสิ่งสิ่งนี้ อันอื่นมันคือเรื่องอื่น

MAYA : เรื่องความรักล่ะ มีเข้ามาบ้างไหม 

ซันนี่ : ปกติครับผม ยังโสดเหมือนเดิม เราไม่ได้รักใครง่ายๆอย่างที่นายคิดนะขอขึ้นโค้ดคำนี้นะครับ แล้ววงเล็บ โลกทั้งใบให้นายคนเดียว 

เราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าถ้าต้องเจอแล้วรู้สึกว่าเรารู้สึกชอบคนๆนี้ ถ้าเราชอบอะไรสักอย่าง เราก็อยากที่จะไปคุยกับเค้าเอง ผมรู้สึกแบบนี้ มันไม่ใช่ว่าเออวันนี้ตื่นมาจะไปหาแฟนสักคนเว้ย แล้วก็คบไปสักปีแล้วแต่งงานเว้ย มันไม่ใช่ใครก็ได้สำหรับผมอะ เราต้องรู้สึกกับสิ่งๆนั้น ซึ่งตอนนี้ยังไม่เจอ หรือถ้าเจอผมก็ไม่บอกหรอกผมจะคิดในใจ เนี่ยตอนนี้ผมคิดอยู่ แต่ไม่บอกหรอก

MAYA : ปกติเราจะเห็นซันนี่แต่ในมุมตลก อารมณ์ดี จริงๆแล้วชีวิตมีมุมที่รู้สึกดาวน์บ้างไหม 

ซันนี่ : มันไม่เชิงหรอก ผมชอบเป็นคนที่แก้ปัญหาอะไรเร็วๆผมรู้สึกว่าอะไรที่มันไม่มีประโยชน์ในการเดินชีวิตผมต่อไป ผมจะเอามาใช้ทำไม เหมือนกับว่าเรื่องเฮิร์ทเรื่องเศร้าหรือว่าท้อจังถ้ามันมีประโยชน์ในการใช้ชีวิตของผม ผมจะเอามาใช้ แต่ว่ามันไม่มีผมก็ตัดทิ้งไปสิ เหมือนกับว่าเอาสิ่งสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมาะกับสิ่งๆหนึ่งมาแก้ปัญหากับสิ่งสิ่งหนึ่งมันเข้ากันไม่ได้ ผมไม่ใช้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง