"จีดีเอช" ร่วมกับ "โต้ง บรรจง" เทียบเชิญ "นา ฮงจิน" สัมภาษณ์ข้ามประเทศ พร้อมเจาะลึกดีเทล "ร่างทรง"

18 ต.ค. 64 เวลา 12:42 น.

​ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วสำหรับ "ร่างทรง" ที่เตรียมเข้าฉายพร้อมปลุกความหลอนสุดลี้ลับในประเทศไทย ซึ่ง “จีดีเอช” ได้วอร์มอัพที่ทำให้แฟนหนังแทบทนรอไม่ไหวด้วยการเปิดสัมภาษณ์พิเศษผู้กำกับและนักแสดงจากภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง “ร่างทรง” โดยมี โบ-ธนากร ชินกูล รับหน้าที่พิธีกร พูดคุยและเป็นตัวแทนถามคำถามเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องร่างทรง ณ เอส เอฟ เวิล์ด ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ นำทัพการสัมภาษณ์จากฝั่งไทยโดย "โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล" ผู้กำกับ และ 2 นักแสดง ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร, เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมา พร้อมด้วย "คุณนา ฮง-จิน" โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากเกาหลี ที่เข้าร่วมสัมภาษณ์ผ่านระบบ Zoom จากประเทศเกาหลีใต้

ในคำถามแรกนั้นได้ถามถึงการที่ "คุณนา ฮง-จิน" สนใจมาร่วมงานกับผู้กำกับ "โต้ง บรรจง" ได้อย่างไร? เขาเผยว่า "เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เจอกับผู้กำกับบรรจงในงานอีเว้นท์ที่กรุงเทพเป็นครั้งแรก ตอนอยู่ในงานเราได้พูดคุยกันและรู้จักกัน มันเป็นความทรงจำที่ดีมาก รู้สึกประทับใจผู้กำกับบรรจงก่อนที่จะบินกลับเกาหลี และระหว่างขั้นตอนที่ผมกำลังเขียนบท เตรียมผลงานหนัง และกำลังเริ่มจะผลิต ผมลองพิจารณาดูว่าจะให้ใครมากำกับเรื่องนี้ อะไรจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด แล้วอยู่ๆ ผมก็คิดถึงผู้กำกับบรรจงขึ้นมา ก็เลยติดต่อให้มากำกับหนังเรื่องนี้ ต้องขอขอบคุณทางผู้กำกับที่ตอบตกลงกลับมา ก็เลยได้ร่วมงานกันในเรื่องร่างทรงครับ”

​“ผลงานเรื่องนี้เป็นการผลิตร่วมกันระหว่างผมกับผู้กำกับบรรจง คุณบรรจงมาช่วยกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย จริง ๆ ตัวผมเองก็ทำงานกำกับภาพยนตร์มาเหมือนกัน ผมเองก็ได้เรียนรู้มากขึ้น ผมคิดว่าการที่ได้มาร่วมงานกับผู้กำกับที่มากความสามารถ จะเรียกว่าเป็นผู้กำกับอัจฉริยะก็ได้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการทำงานของผมในเรื่องต่อไป ผมได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคุณบรรจง ยิ่งพอได้ดูฟุตเทจที่ผู้กำกับส่งมา มันทำให้หัวใจผมเต้นตึกตักตลอดเลยครับ สรุปคือเป็นช่วงเวลาที่นึกถึงแล้วมีแต่ความทรงจำดี ๆ “

เมื่อถามทาง "โต้ง บรรจง" ถึงการร่วมงานกับ "คุณนา ฮง-จิน" ซึ่งเป็นผู้กำกับในดวงใจที่เขาชื่นชอบผลงานเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ผู้กำกับฝั่งไทยก็เผยว่า "รู้สึกคุ้มค่ามากเลยครับ คุ้มตั้งแต่ยังไม่ได้ออกฉายด้วยซ้ำ เหมือนทุกอย่างที่เราได้ทำมากับเขา คือการเรียนรู้หมดเลย คือเขาละเอียดมากตั้งแต่สคริปต์ อย่างการคอมเมนต์บท ถึงขั้นต้องแยกแอทแทชไฟล์ แยกออกมาสามไฟล์ เพื่อพูดในคนละแง่มุมกัน ในแง่โครงสร้าง ความสยอง ปรัชญาของหนัง ถกกันขนาดนั้นเลย ดีเทลมันเยอะมาก ยิ่งพอเริ่มได้ถ่ายทำ แต่ละคำแนะนำของเขามันเกินกว่าเราจะอิมเมจิ้นได้จริง ๆ แบบว่าไปสุดมาก ยิ่งทำให้เรานับถือเขามากขึ้น รู้เลยว่าทำไมเขาถึงไปได้ในระดับนั้น”

นอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มเตมถึงหนังเรื่อง “The Wailing” (เดอะ เวริ่ง) ของ"คุณนา ฮง-จิน" มีอิทธิพลต่อหนังเรื่องร่างทรงอย่างไรบ้างทั้ง 2 เรื่องมีความเหมือนหรือความต่างกันอย่างไร "คุณนา ฮง-จิน" ให้คำตอบถึงเรืองนี้ว่า “เริ่มแรกผมคิดว่าจะทำเป็นเหมือน Spin-off ของเรื่อง The Wailing ผมก็เลยนั่งคิดคนเดียว แล้วก็ปรึกษากับทีมเพื่อเขียนผลงานออกมา แม้ว่าสไตล์อาจจะต่างจากเรื่อง The Wailing แต่คิดว่าเป็นผลงานที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันครับ แต่ว่าหลังจากส่งไม้ต่อให้ผู้กำกับบรรจงไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ ฉะนั้นเรื่องร่างทรง ก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง The Wailing เลยครับ”

ทาง "โต้ง-บรรจง" เสริมต่อไปว่า “ผมว่า The Wailing มีอิทธิพลต่อหนังแน่ ๆ ครับ แต่ว่าตอนทำหนังร่างทรง เราไม่ได้คิดว่าจะสืบทอด หรือจะต่อยอดเป็นภาค 2 จากเรื่อง The Wailing แน่ ๆ เพราะด้วยตัวเรื่องร่างทรง มันมีดราม่าของตัวมันเอง และด้วยความที่เรื่องราวเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมว่ามันมีเอกลักษณ์ในแบบของเราแน่นอน ถึงแม้ความเชื่อมโยงบางอย่าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านต่างจังหวัดเล็ก ๆ และมีเรื่องร่างทรง ความเชื่อ มันคล้ายกันแบบนี้แหละครับ แต่สไตล์การถ่ายทำ ความเข้มข้นในอีกแบบนึง มันคนละรสชาติเลยครับ”

คำถามต่อมาก็คือจุดที่น่าสนใจของหนัง "ร่างทรง" ที่น่าจะแตกต่างจากหนังไทยในเรื่องอื่น ๆ “ผมว่าเป็นรสชาติที่ค่อนข้างแปลกใหม่ อย่างแรกคือมันไม่ใช่หนังผีที่เป็นคนตายแล้วกลับมาหลอก เป็นนิยามใหม่ของหนังสยองขวัญเหมือนกัน เราได้นำความเชื่อของคนอีสานที่ว่า ผีมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ต้นไม้ ใบหญ้า สัตว์ หรือผู้คนมีหมดเลย และมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่เข้ามาอยู่ในตัวมิ้งว่ามันคืออะไรกันแน่ ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือปริศนาอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่ผีออกมาหลอกไปมา ผมว่าแค่อันนี้ก็เป็นมิติใหม่ที่ดึงดูด ให้ผมอยากทำเรื่องนี้” โต้ง บรรจง ให้คำตอบ

โดย "คุณนา ฮง-จิน" ให้ความคิดเห็นต่อไปว่า "หนังเรื่องนี้ผมวางแผนสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเป็น international ทั่วโลก ไม่ใช่แค่เป็นหนังไทยหรือหนังเกาหลี และถ้าจะให้พูดถึงหนังเรื่องนี้มันไม่ได้มีขั้นตอนอะไรที่มากมาย ความสำคัญอยู่ที่ตัวคน ตัวแสดงเลยครับ เป็นความรู้สึกเหมือนการไม่ใช้อุปกรณ์เสริมใดแต่สรรสร้างทุกอย่างด้วยมือเปล่า เป็นหนังที่ให้ฟีลแบบนั้นครับ พอคิดถึงหนังเรื่องอื่นๆ แนวนี้ ก็ทำให้คิดว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่ใส่ความเป็นอาร์ตได้เหมือนเรื่องนี้ไหมนะ เรื่องนี้ก็เหมือนผลงานชั้นยอดชิ้นหนึ่งที่เป็นที่น่าจดจำ เป็นหนังที่จะถูกพูดถึงในวงการหนังสยองต่อไปอย่างแน่นอน และจะถูกพูดถึงไม่ว่าเมื่อไรก็ตามครับ”

จากนั้นได้มีการสอบถามมุมมองจาก "คุณนา ฮง-จิน" และ "โต้ง บรรจง" องค์ประกอบไหนของเรื่องร่างทรงที่โดดเด่นที่สุดในมุมมองของคนทำหนังเกาหลี ซึ่งคำตอบจาก "คุณนา ฮง-จิน" ก็คือ “ในโลกปัจจุบันที่เราอยู่ เป็นโลกที่เปี่ยมไปด้วยโชคชะตา ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น พวกเราเองก็ยังเชื่อในเทพเจ้าอยู่ครับ และในภาพยนตร์เรื่องร่างทรงก็เล่าย้อนไปถึงในครั้งสมัยก่อนว่าเทพคืออะไร ความเชื่อคืออะไร และพยายามจะเล่าเรื่องเหล่านั้นออกมา ผมว่าจุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือความเสมือนจริงในการถ่ายทำ และเป็นเรื่องราวที่อยากจะนำมาเสนอมานานแล้ว เรื่องความเชื่อ เรื่องเทพ เรื่องผี เรื่องร่างทรง เป็นหนังที่ยังไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน มันเลยกลายเป็นจุดเด่น และความแปลกใหม่” และ "โต้ง บรรจง" เผยเป็นลำดับถัดมา "ผมว่าจุดเด่นคือสไตล์ที่เราเลือกด้วยแหละครับ การที่เราดีเทลมาก ๆ เรื่องการสืบทอดสายเลือดร่างทรง ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการสืบทอดเป็นครอบครัวและพอมีโครงเรื่องมาแบบนี้ ทำให้เราก็มาคิดเพิ่ม ได้ไปเจอนั่นเจอนี่ ก็เลยสนใจ”

สุดท้าย "คุณนา ฮง-จิน" ได้ให้ความเห็นถึงความแตกต่างระหว่างหนังผีไทยกับเกาหลีไว้ว่า ​“สำหรับหนังสยองขวัญของเกาหลี หนังเรื่อง tales of two sister ที่กำกับโดย คิมจีอุน น่าจะ 10 กว่าปีได้ ตลอดสิบปีที่ผ่านมาน่าจะยังไม่มีหนังสยองขวัญเรื่องไหนมาทำลายสถิติได้เลย ในประเทศเกาหลีหนังแนวสยองขวัญไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่ ผมคิดว่าหนังสยองขวัญของไทย เป็นหนังที่มีคุณภาพเป็นอันดับต้น ๆ เลยครับ ครั้งนี้ผมเองก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับและทีมงานคนไทยด้วยตัวเอง เป็นจริงสมคำร่ำลือ และหนังสยองขวัญของไทยมีความเรียล เลยน่าจะไปได้ไกลเป็นอันดับท็อป ๆ ในตลาดโลก และหากต้องเปรียบเทียบกันจริง ๆ หนังเกาหลีเองก็ต้องพยายามมากขึ้นไปอีกครับ”

โต้ง บรรจงกล่าวเสริมต่อ “ในมุมมองของผมคล้าย ๆ กับที่คุณนา ฮง-จินบอก หนังผีเกาหลียุคหลังๆ น้อยลงนะครับในความรู้สึกของผม มันเหมือนมีทริลเลอร์เยอะกว่า หนังผีก็มีบ้าง แต่เรื่องที่มาถึงเราให้ได้ดูมันมีน้อย แต่ไทยหนังสยองขวัญก็มีอยู่บ้าง และหนังไทยแนวสยองขวัญก็มีถูกพูดถึงอยู่บ้างในนานาชาติ ผมรู้สึกว่ามันเป็นการผสมที่แปลกดีที่เขามาทำร่วมกันในครั้งนี้” และ ​“ผมคิดว่าเรากำลังสร้างบางอย่างที่เหมาะกับเรื่องนี้จริง ๆ คือทุกอย่างที่เกิดในหนัง มันเกิดจากการที่เราปูเรื่องไว้หมดแล้ว ซึ่งมันอาจจะเป็นรายละเอียดที่คุณนา ฮง-จิน บอกผมเองแหละ ว่าหนังเรื่องนี้ อยากให้คนดูค่อย ๆ ประติดประต่อด้วยตัวเอง สิ่งที่เกิดในหนังเราบอกไว้หมดแล้ว เพียงแต่อาจจะไม่ได้บอกตรง ๆ แต่คุณต้องไปดูเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ บางรสชาติอย่างผมว่ามันเป็นความแปลกใหม่ของหนังไทยเหมือนกัน ซึ่งตัวผมเองตื่นเต้นที่จะได้ทำ และเป็นหนังที่ผมอยากให้ผู้ชมได้ดูในโรงภาพยนตร์”

“ร่างทรง” หนังสยองขวัญ เตรียมเข้าร่าง พร้อมเข้าโรง 28 ตุลาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง