2. ทุกหน้า

Exclusive Interview : หล่อที่ความคิด..เสน่ห์แบบ “เจษ เจษฏ์พิพัฒ” 

23 ม.ค. 61 เวลา 14:27 น.

ซีรี่ส์ “Bangkok รัก Stories” ตอน คนมีเสน่ห์ ผลงานเรื่องล่าสุดของหนุ่ม “เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์” ถือเป็นซีรี่ส์ที่ทำให้เราได้สัมผัสเสน่ห์ของทั้งนางเอกอย่าง “กิ๊บซี่-วนิดา ส่งแสงเติม” ในบท “บัวลอย” และพระเอกอย่าง “เจษ” จนทำให้หลายคนที่ได้ชมซีรี่ส์เรื่องนี้หลงรักทั้งคู่เข้าเต็มเปา 

แต่ความมีเสน่ห์ของหนุ่ม “เจษ” นั้น ไม่ได้จำกัดอยู่ในแค่จอทีวี เพราะเสน่ห์ของเค้าได้ฟุ้งกระจายออกไปรอบสารทิศ ซึ่งไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่หมายถึงระบบ “ความคิด” “ตัวตน” ความเป็น “เจษ” ซึ่งเขาบอกว่าการเป็น “นักแสดง” ช่วยจัดระบบความคิด และทำให้เขากลายเป็น “คนมีเสน่ห์” เช่นทุกวันนี้ 

 

 

MAYA : หลายคนชื่นชอบซีรี่ส์เรื่อง “Bangkok รัก Stories” ตอน คนมีเสน่ห์ มาก สำหรับ “เจษ” คิดว่าอะไรที่ทำให้ซีรี่ส์เรื่องนี้น่าสนใจขนาดนี้ 

เจษ :  มันชัดเจนอยู่แล้วครับว่าคนมีเสน่ห์ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยนะกับเรื่องราว กับมุมมองของซีรี่ส์ ผมว่าคนเรารักกันและจะอยู่ด้วยกันได้จริงๆ มันอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกข้างใน อยู่ด้วยกันด้วยความเข้ากันได้มั้ย อยู่ด้วยกันด้วยเนื้อแท้ ไม่ใช่วัตถุ เรื่องนี้มันจะปูมาก่อนว่าภากรเป็นไฮโซ มีภาพลักษณ์ในสังคมที่ดี มีวัตถุทุกอย่างที่เป็นที่ต้องการในยุควัตถุนิยม รวย มีรถแพงขับ มีบ้านใหญ่ๆอยู่ ใครก็อยากเป็นแฟนกับผู้ชายคนนี้จังเลย แต่จริงๆ แล้วยังไงอะ คนที่เข้ามาเค้าก็มองแต่วัตถุพวกบ้าน รถ เค้าไม่ได้มองความรู้สึกของเรา มันทำให้คนกลับมาคิดอีกแบบครับ เพราะผมเชื่อว่าคนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ชอบมองแต่วัตถุ หรือชอบมองอย่างอื่นที่ไม่ใช่วัตถุ อาจจะเป็นแบบหน้าตาดี อาชีพการงานที่ดี แต่งตัวดี รูปร่างดี ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ไม่ยาว เพราะว่าเราไปรักที่ภายนอกเค้า เรื่องนี้เค้าจะมีแฮชแท็กว่า “รักคนที่ไม่คิดว่าจะรัก” ก็คือรักคนที่ สมมติมีคนนึงมามองภากรกับบัวลอย จะคิดว่า 2 คนนี้ไม่มีทางที่จะเป็นแฟนกันและแต่งงานกันแน่นอน แต่ว่ามันแต่งงานกันด้วยความรู้สึกข้างใน ซึ่งคนนอกไม่รู้หรอก เราจะรู้กันแค่ 2 คนว่าความเข้ากันได้ของ 2 คนมันคืออะไร 

 

 

MAYA : ในเรื่องภากรมองเสน่ห์ของ “บัวลอย” เพราะความเป็นตัวเอง แล้วสำหรับ “เจษ” การที่จะมองว่าใครคนหนึ่งมีเสน่ห์จะมองจากตรงไหน

เจษ : ผมว่าคนมีเสน่ห์คือคนที่จริงใจ จริงใจต่อความรู้สึกตัวเองแล้วก็เปิดเผย แล้วก็เป็นคนที่มีความคิดอะ ผมว่าเสน่ห์มันมาจากหัว มาจากหัวใจ มันไม่ได้มาจากหน้าตา รูปร่าง

MAYA : แล้วสำหรับ “เจษ” คิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ตรงไหน

เจษ : อันนี้มันต้องให้คนอื่นบอกดิ อืม ถ้าผมมองตัวผมผมก็อาจจะคิดว่า "ความคิด" มั้งครับ เพราะว่าผมตีความจากหลายๆคนที่เจอผม แรกๆ ที่เจอผมส่วนมากจะไม่ชอบผม เห็นหน้าตา เห็นบุคลิกท่าทาง การพูดจาอาจจะไม่ชอบ เบื้องต้น แต่พอมาคุยแล้วเค้าก็จะเฮ้ย! เอ็งก็ไม่ได้เป็นแบบที่คนเค้าคิดกันนี่หว่า น่าจะเป็นจากคำพูดและความคิดมั้งครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเจอจากที่ผ่านๆ มา หลายคนบอกไอ้นี่นิสัยไม่ดีหรอก แต่พอมาเจอได้คุยก็ได้รู้ว่าไอ้นี่มันไม่มีอะไรหรอก เป็นคนดีด้วยซ้ำ เราเจอเหตุการณ์แบบนี้เยอะ เพราะเราเป็นดาราด้วยแหละ เราเป็นนักแสดง และนักแสดงทุกคนต้องเจอคนตีความจากภายนอกอยู่แล้ว คนปัจจุบันหรือแม้แต่ผมเองก็ตาม ที่เมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นนักแสดง เวลาเห็นผู้ชายคนนี้ผู้หญิงคนนี้ผมก็จะคิดว่าเค้าเป็นคนแบบนี้แน่เลย จากข่าวที่ผ่านมา หรือเค้าเล่นละครแบบนี้ได้เค้าต้องเป็นคนแบบนี้แน่เลย ซึ่งจริงๆเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเค้าเป็นคนยังไง 

 

 

MAYA : เวลาที่เจอเหตุการณ์แบบนี้ “เจษ” แก้ปัญหายังไง 

เจษ : มันเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับ สิ่งที่ทำได้ก็แค่วันไหนที่มีโอกาสออกมาพูดออกมาคุยก็พูดให้มันดีที่สุดแค่นั้นเอง เพราะเราไม่สามารถจะไปบอกทุกคนในโลกนี้ให้เข้าใจว่าเราเป็นคนยังไงได้ ไม่มีทาง 

MAYA : เหมือนการเป็น “ดารา” มีส่วนทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น

เจษ : ใช่ๆ ผมว่าดารามันทำให้คนโตขึ้น สังเกตสิดาราเด็กๆหลายคนทำไมดูโตจัง เพราะว่าเค้าเจอเรื่องราวในชีวิตไม่เหมือนคนที่เจอในอาชีพทั่วไป ไม่ได้บอกว่าอาชีพอื่นไม่ดีนะครับ ทุกอาชีพก็มีความรู้อย่างอื่น แต่เรามันเป็นเรื่องของการเรียนรู้ชีวิตอะ ทั้งชีวิตที่เจอในวงการด้วย ทั้งชีวิตของตัวละครที่เราเล่นด้วย เราได้เจอ เราได้เห็นชีวิตในแต่ละแบบ และถ้าเราไม่เข้าใจเราเล่นมันไม่ได้หรอก 

 

 

MAYA : แล้วสำหรับ “เจษ” การเป็นดาราทำให้เราโตขึ้นแบบไหน 

เจษ : ผมเข้าใจคนมากขึ้น ผมไม่ตีความคนอะ เมื่อก่อนผมก็จะตีความคนเหมือนกัน เห็นคนนี้ก็คิดว่าเค้าเป็นคนแบบนี้แน่เลย เราไม่คบดีกว่า แต่ว่าพอเข้ามาตรงนี้มันรู้สึกว่าคนทุกคนมีเหตุผลของการกระทำของแต่ละคน ไม่ใช่ทุกคนที่อยากทำแบบนั้น ไม่ใช่ทุกคนอยากทำแบบนี้ หรือบางคนทำดีเพราะอยากทำดี หรือบางคนทำดีเพราะมีเหตุผลบางอย่าง จริงๆคนเราต้องดูเหตุของการกระทำ เรามาดูที่ปลายเหตุว่าภาพลักษณ์เค้าเป็นคนแบบนี้ เค้าต้องเป็นคนอย่างนี้เลยไม่ได้ ผมก็เลยเป็นคนเปิดโอกาสให้คนทุกคน สำหรับคนที่เคยทำผิดมา สมมติมีดาราคนนึงเจ้าชู้มาก เขาอาจจะคุยกับผู้หญิงผ่านมาแล้ว 3 คน แต่ถ้าคนที่ 4 ที่เขาจะไปเจอ แล้วคนทั้งโลกคิดว่าผู้ชายคนนี้เจ้าชู้มาก แล้วทำผู้หญิงเสียใจมา 3 คน เขาจะไม่มีวันได้เจอคนที่ 4 ชีวิตเขาจะเป็นโสดไปตลอดชีวิต ถ้าเราไม่ให้โอกาสคน อะไรอย่างนี้ ผมคิดว่าคนเรามันแก้ไขได้ แล้วก็ดูที่ความตั้งใจดีกว่าดูที่การกระทำในอดีต การกระทำในอดีตมันพอจะให้ระวังได้แต่ไม่ใช่ทำให้มาปิดโอกาสคน ก็จะดูใจร้ายไปนิดนึง

MAYA : ความคิดเหล่านี้คือสิ่งที่เราตกตะกอนด้วยตนเอง มีการใช้ธรรมะเข้าช่วยด้วยมั้ย

เจษ : ไม่มีฮะ ผมยังไม่เคยบวชเลย แต่การได้เห็นคน ดูคน วิเคราะห์คน เข้าใจคน มันดีกว่าการที่เราไปมองเผินๆ แล้วตีความเขาไปจากที่เราเจอมา ผมว่ามันค่อนข้างจะปิดกั้นนะ ปิดกั้นคนอื่น ปิดกั้นตัวเองด้วย คือปิดกั้นตัวเองที่จะเข้าใจ ปิดกั้นคนอื่นที่จะเข้ามา

MAYA : กลับมาเรื่องงานบ้าง ตอนนี้เราลงตัวยังไงบ้าง

เจษ : ก็ดีครับ แต่ก็ยังคิดว่าจะพัฒนาไปเรื่อยๆ

MAYA : ยังต้องพัฒนาปรับตัวอะไรบ้าง

เจษ : ผมเป็นคนไว เมื่อก่อนผมหัวไวเรียนแต่เลขมา มีแต่คำนวนๆ ผมใช้ความจำ ใช้ความเข้าใจ ผมใช้ทฤษฎีและเหตุผล ซึ่งบางทีมันไม่ได้ การเล่นละครบางทีมันต้องช้า ต้องละเอียดกับทุกความรู้สึก ทุกคำพูดที่เราพูดออกไป คือมันไม่ได้แก้ที่ปลายเหตุ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุเลย ตั้งแต่ให้รู้ก่อนว่าคุณเป็นอะไร เป็นแบบนี้เพราะอะไร ทำไมถึงไว เพราะว่าเมื่อก่อนอาจจะเคยทำอะไร 3-4 อย่างพร้อมๆ กัน ในเวลาเดียวกัน เลยทำให้สติแตก สามารถทำอันนี้แล้วก็ทำอีกอันหนึ่ง ซึ่งการทำหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน อาจจะดีกับอาชีพอื่น แต่ในอาชีพนี้มันไม่ได้

 

 

MAYA : ปรับเยอะเหมือนกันนะ จากคนที่ไม่เคยสัมผัสเส้นทางสายนี้เลย 

เจษ : ปรับเยอะครับ ต้องพยายามนิ่งกับสิ่งๆเดียวให้นานๆ อย่างขับรถ ก็ขับรถอย่างเดียว ห้ามร้องเพลงอะไรอย่างนี้ คือทำอะไรก็ต้องทำทีละอย่าง จริงๆ ผมเป็นนักดนตรี แต่ว่าดันตีกลอง แล้วกลองมันเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องแยกประสาทให้ทำ 3-4 อย่างในเวลาเดียวกัน ผมว่ามันเกี่ยวนะ เพราะทำให้สติเราไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอย่างเดียวได้ เพราะในเวลาที่เราตีกลองเราต้องแยกประสาท เท้า 2 ข้าง มือ 2 มือ ก็ 4 แล้ว ไหนจะหัวคิดอีกเป็น 5 อย่าง 

MAYA : เหมือนการแสดงมันทำให้เราเย็น อ่อนไหวขึ้น และมีสมาธิมากขึ้นด้วย

เจษ : ใช่ครับ อ่อนขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น แล้วก็ช้าลงในหลายๆ อย่าง เป็นคนที่ใจเย็นขึ้น คือเมื่อก่อนผมจะใจร้อน ผมจะเป็นคนที่จะตั้งคำถามว่า ทำไมทำแบบนี้ คุณไม่ควรทำแบบนี้เพราะว่า 1 -2 -3-4 แปลว่าคุณทำอย่างนั้นคุณผิด แต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจว่า ก่อนหน้านั้นเขาอาจจะเจออะไรมาก็ได้ เขามีเหตุผลกับการกระทำของเขา ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันจะมีแต่เหตุผลของผมนะ ว่าเขาไม่ควรทำเพราะอะไร 1-2-3-4 คือเราไม่ได้มองในมุมเขา เรามองแต่มุมเรา เรามองว่าเราเป็นศูนย์กลางของทุกๆ อย่าง ซึ่งมันผิด

MAYA : การที่วงการทำให้เราเปลี่ยนอะไรหลายๆอย่าง แล้วต่อจากนี้เราวางแผนงานในวงการยังไงบ้าง

เจษ : ก็ไม่ได้วางแผนอะไร ถ้ามีก็คืออยากไปให้ไกลที่สุด แต่เราก็ไม่รู้ว่าที่สุดมันคืออะไร เราก็ไม่อยากจะไปขีดว่า เราต้องเป็นเบอร์ไหน มีเงินเท่าไหร่ คือบางที ที่ที่เราอยู่ หรือว่าอนาคตในใกล้ๆ ของเรา เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราแค่ได้อะไรมาเราก็ทำตรงนั้นให้เต็มที่ เต็มที่แบบหมายถึงเต็มที่จริงๆ แล้วถ้าเราเต็มที่จริงๆ ไปแล้วมันจะไปจบตรงไหนก็ไม่เป็นไร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง